งานแต่งงาน กับ การไว้ทุกข์

14775389784911

เพิ่งกลับจากการไปร่วมงานแต่งงานที่ต่างจังหวัด
ผู้เขียนอยากขออนุญาตแบ่งปันประสบการณ์
การไปร่วมงานในครั้งนี้
ไม่ใช่เพราะเป็นงานแต่งงานของบุคคลสำคัญ
แต่เพราะรู้สึกว่า การไปร่วมงานในครั้งนี้
มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นงานแต่งงาน
ที่ถูกจัดขึ้น ในช่วงที่เจ้าบ่าว เจ้าสาว
ญาติ และแขกร่วมงานทุกคน
กำลังอยู่ในช่วงของการไว้ทุกข์ ถวายความอาลัย
แด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

ตั้งแต่ได้รับข่าวว่า
จะไม่มีการเลื่อนงานแต่งงานออกไป
ผู้เขียนยอมรับว่า รู้สึกลำบากใจ
และเชื่อว่า แขกที่ได้รับเชิญหลายๆท่าน
ก็คงรู้สึกในทำนองเดียวกัน

ช่วงก่อนหน้านี้
มีคำถามเกิดขึ้นในสังคมไทย
ถึงความเหมาะสมเกี่ยวกับ
การจัดงานแต่งงานในช่วงนี้
แม้ว่าทางรัฐบาลจะแจ้งให้ประชาชนรู้ในภายหลังว่า
สามารถจัดงานแต่งในช่วงนี้ได้
เพียงแต่ต้องลดขั้นตอนบางอย่างในพิธี เช่น
ในช่วงแห่ขันหมาก ให้งดกลองยาว และ
การตะโกนโห่ร้องที่จะทำให้เกิดเสียงดัง หรือ
งดวงดนตรีบนเวที เป็นต้น

ในบางกรณีนั้น ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาว
มีความจำเป็นด้วยเหตุผลบางประการ
ทำให้ไม่สามารถเลื่อนงานออกไปได้
บางคู่ มีคุณพ่อหรือคุณแม่ที่กำลังป่วยหนัก
ต้องรีบจัดเพราะอยากให้ท่านได้รับรู้ว่า
ลูกได้แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา
บางคู่ มีแขกที่กำลังจะเดินทางมาร่วมงาน
จากต่างประเทศหลายท่าน ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก
ได้ถูกจอง และจัดเตรียมไว้แล้ว

งานแต่งงานที่จัดในช่วงนี้
จึงถูกผู้เขียนยกระดับให้เป็นงานแต่ง
ที่มีความสำคัญมากกว่างานแต่งในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เพราะทั้งเจ้าภาพ และ ผู้จัดงาน
ต้องจัดด้วยความระมัดระวัง ว่าจะจัดออกมาอย่างไรให้เหมาะสม ดูแล้ว รู้สึกว่า เป็นงานมงคล
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องคงไว้ซึ่งความสำรวมและ
ให้เกียรติพ่อหลวง รวมถึงแขกและตัวเจ้าภาพผู้จัด
เอง ที่กำลังอยู่ในช่วงของการไว้ทุกข์

สีของเสื้อผ้า ที่เหมาะกับการใส่ไปร่วมงานแต่ง
ที่ทางออร์กาไนเซอร์จัดงานแต่งงานหลายที่
แนะนำไว้ในโลกโซเชียล และมีการแชร์กันอย่าง
มากมาย ในช่วงก่อนหน้านี้ คือ สีน้ำเงิน เทา
น้ำตาล กรมท่า และ ขาว

ผู้เขียนไม่ได้ซื้อหรือตัดชุดใหม่เพื่อไปร่วมงาน
แต่ได้หยิบยืมจากสมาชิกในครอบครัวแทน

เมื่อเลือกเสื้อลูกไม้ฉลุแขนยาวสีขาว
กับผ้าซิ่นทอลาย สีกรมท่าได้แล้ว
ก็ได้ดูไปมาอยู่หลายครั้ง เพราะ
ต้องการความแน่ใจว่า
ชุดที่เลือกนั้นไม่ทึมเกินไปสำหรับงานแต่ง
และสว่างเกินไปสำหรับการไว้ทุกข์

งานเริ่มตอน 6 โมงเช้า
พอมาถึงบริเวณงาน ก็ได้ยินเสียงดนตรีคลอ
เบาๆ เพลงของพ่อ เพลงในหลวงของแผ่นดิน
น้ำตาเริ่มรื้น รีบกลืนน้ำลายเพื่อไล่ก้อนที่
ที่กำลังจุกตรงคอลงไปในท้องทันที

ไม่มีซุ้มด้านหน้าเพื่อถ่ายรูปคู่กับบ่าวสาว
เหมือนงานที่เราคุ้นเคย
ซุ้มถูกจัดไว้ด้านในสุด
ทั่วบริเวณงานประดับด้วยดอกไม้สีขาว
ดอกไม้ที่ตกแต่งไว้ที่บันไดทางขึ้นงาน
ซุ้มทางเข้า หน้าเวที รวมถึงจุดอื่นๆ
ถูกประดับด้วยดอกไม้สีขาวเท่านั้น

เจ้าบ่าวใส่สูทสีเทา เสื้อเชิ้ตข้างในสีขาว
และผูกเน็คไทสีเทา ส่วนเจ้าสาวดูงดงามและ
เรียบง่ายในชุดไทยจักรีสีเทา ผมที่เกล้าไว้นั้น
ด้านหลังประดับด้วยช่อมาลัยที่ร้อยด้วย
ดอกมะลิสีขาวแซมด้วยใบไม้สีเขียวเพียงเล็กน้อย เป็นพวงมาลัยที่เรียบและสวย
จนต้องถ่ายรูปเก็บไว้หลายใบ

ช่วงสาย คู่บ่าวสาวเปลี่ยนชุดอีกครั้ง
ความรู้สึกประทับใจในตัวเจ้าบ่าว
เกิดขึ้นในขณะที่เขาเดินเข้ามาสวัสดี
เพราะสายตาพลันเหลือบไปเห็น
ดอกกุหลาบผ้าสีดำ
ที่เขากลัดไว้บริเวณหน้าอกด้านซ้าย

งานดำเนินไปอย่างเรียบและเงียบ
รู้สึกว่า แม้กระทั่งพระที่กำลังสวด
ก็สวดด้วยเสียงที่เงียบกว่าทุกงานที่เคยไป
ก่อนหน้านั้น

แขกผู้ชายส่วนหนึ่ง ใส่สูทสีดำ ผูกเน็คไทสีดำ
บางคนใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวคู่กับกางเกงสีดำ
และกลัดโบไว้อาลัยที่หน้าอกด้านซ้าย
แขกผู้หญิงบางคน คงเตรียมตัวไม่ทัน
จึงมาร่วมงานด้วยชุดสีฟ้าตามธีมเดิมของงาน
แต่ที่หน้าอกด้านซ้ายได้ติดโบไว้อาลัย
ขนาดใหญ่ไว้ด้วย

หลังประธานในพิธี กล่าวอวยพรคู่บ่าวสาว
ช่วงที่แขกจะต้องยกแก้วไชโยได้ถูกยกเลิก
และเปลี่ยนเป็นการยืนไว้อาลัย ถวายแด่พ่อหลวง
เป็นเวลา 89 วินาที
เช่นเดียวกันกับช่วงตัดเค้ก
ที่เปลี่ยนเป็นการรดน้ำต้นไม้
ในกระถางที่ได้จัดเตรียมไว้อย่างสวยงาม
โดยได้วางแทนตำแหน่งเดิมของเค้กแต่งงาน

ต้นไม้ในกระถางทั้งสามต้น
บ่าวสาวได้ส่งมอบให้ คุณพ่อคุณแม่
และประธานในพิธี เพื่อนำไปปลูกต่อที่บ้าน

ในช่วงนั้น แขกในงานได้รับกระดาษ
แผ่นเล็กๆที่เพื่อนเจ้าบ่าวนำมาแจกให้ตามโต๊ะ
เมื่อเห็นสิ่งที่พิมพ์อยู่ในกระดาษใบนั้น
ก็รู้ในทันทีว่า กำลังจะเกิดอะไรขึ้น

พิธีกร เชิญนักร้องรับเชิญขึ้นเวที
ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณบอย สินเจริญ
คุณบอยได้เดินทางมาในงานนี้
เพื่อเป็นต้นเสียง และร่วมร้องเพลง “ต้นไม้ของพ่อ”

เมื่อดนตรีขึ้น ท่อนแรกของเพลงก็ดังกระหึ่ม
กึกก้องไปทั่วบริเวณงาน
ไม่มีใคร หรือแขกคนใด รอให้ต้นเสียงขึ้นเพลง
โดยลำพัง เพลงนี้คือเพลงที่แขกทุกคนรู้จัก
เพลงที่ได้ยินอยู่บ่อยๆ และคุ้นหู
เพลงต้นไม้ของพ่อ

ผู้เขียนไม่ได้ร่วมร้องเพลง และ เป็นส่วนหนึ่ง
ของเสียงดังกึกก้องกังวานนั้น
เพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้
ตั้งแต่ต้นจนจบเพลง

เป็นครั้งแรก ที่ได้ยินคนจำนวนมากร่วมกันร้องเพลงนี้
ที่ผ่านมาเคยได้ยินแต่เพลงสรรเสริญพระบารมี

หลังจากนั้น มีการยืนถวายความอาลัยอีกครั้ง
เป็นเวลา 1 นาที

หลังการร้องเพลงและยืนถวายความอาลัย
ผู้เขียน รู้สึกว่า บรรยากาศในงาน ถูกปกคลุมด้วยความเศร้าชั่วขณะ
เราต่างรู้สึกเหมือนถูกปลุก
ให้ตื่นมาเผชิญกับความจริงอีกครั้ง

ท่ามกลางความยินดีกับคู่บ่าวสาว
ที่กำลังจะก้าวสู่ทางเดินใหม่ ชีวิตใหม่
หลังจบจากการร้องเพลง
เราต่างก็ระลึกได้ว่า
เราทุกคนที่กำลังอยู่ในงานนี้
พนักงานที่กำลังวิ่งวุ่นอยู่ด้านนอก
คนที่กำลังขับรถบนท้องถนน
คนที่กำลังอยู่ที่บ้าน
คนไทยทุกคนทั่วประเทศ
ต่างก็กำลังตกอยู่ในสถานะเดียวกันกับบ่าวสาวคู่นี้
เรากำลังยืนอยู่บนทางเดินสายใหม่ของชีวิต
ชีวิตใหม่ที่ต้องก้าวเดินโดยลำพัง
ปราศจากพ่อหลวงที่จะคอยคุ้มครอง ดูแลอีกต่อไป

ผู้เขียนรู้สึกชื่นชม เจ้าภาพจัดงาน เจ้าบ่าวเจ้าสาว
ที่จัดงานแต่งงานในครั้งนี้ออกมาได้อย่างเหมาะสม สำรวม และให้เกียรติพ่อหลวงในทุกๆรายละเอียด

ทุกคนต่างมีความจำเป็นและเหตุผล
ในการตัดสินใจทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งแตกต่างกัน

ความจำเป็นของคู่บ่าวสาวที่ต้องจัดงาน
แต่งงานในช่วงนี้แต่ละคู่
ต่างก็มีเหตุผลที่ต่างกันไป
สิ่งที่สำคัญมากกว่าการตัดสินใจที่จะจัด
หรือไม่จัดงานแต่งงาน คือ
ความพร้อมที่จะเผชิญและแก้ไขทุกปัญหาร่วมกัน
หลังการตัดสินใจออกเดินทางสู่เส้นทางสายใหม่
เส้นทางของชีวิตคู่ในครั้งนี้

ขออวยพร ให้คู่บ่าวสาว
เดินเคียงข้างกัน บนเส้นทางสายใหม่นี้
ด้วยความรัก และ ความเข้าใจ ตลอดไป

และอยากขอให้
คนไทยทั่วประเทศ
เดินเคียงข้างกันและกันด้วยความรัก
และสามัคคี บนถนนชีวิตสายใหม่นี้
เพื่อพ่อหลวง เพื่อประเทศไทยของเรา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s