โชคชะตา 

เราโบกมือให้กันเพื่ออำลา
แล้วรถจึงค่อยๆเคลื่อนออกไป
เป็นอีกครั้ง อีกวันที่มีโอกาสได้เจอ”พี่”
ตรงที่จอดรถ

สามปีแล้ว ที่ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่
สามปีที่มักจะเจอกันตรงนี้ ที่จอดรถ

ในตอนเช้า คนหนึ่งกำลังจะออกไปทำงาน
ส่วนอีกคนเพิ่งเสร็จสิ้นภาระกิจ
กลับจากการส่งลูกสาวที่โรงเรียน

เช้าวันนี้ พี่วิ่งมาที่รถอย่างรีบร้อนเหมือนเคย
ในมือหอบแฟ้มเอกสาร และ กระเป๋าถือ
“พี่ไปก่อนนะ พี่สายอีกแล้ววันนี้”
รีบยกมือไหว้เพราะกลัวจะทำให้จังหวะ
พุ่งตัวเข้ารถของพี่ช้าลง
เรามักจะเจอกัน ตอนที่พี่สายแล้วเสมอ

ในบางวันถ้าไม่รีบ
พี่จะยืนพูดคุย ทักทายในเรื่องทั่วๆไป
“หนาวแล้วเนอะ”
“พี่ไปตัดผมมา สั้นเลย”
“ไปส่งลูกมาแล้วเหรอ”
“อาทิตย์หน้าพี่ต้องไปดูงานที่ต่างจังหวัด”
“นี่ดูสิ พี่อ้วนขึ้นอีกแล้ว”
ฯลฯ

ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มตลอดเวลา
แววตาที่เป็นมิตร
น้ำเสียงที่ไพเราะ อ่อนหวาน
ทำให้พี่เป็นผู้หญิงวัยกลางคน
ที่น่าคบหามากทีเดียว
พี่ กับ น้อง
เราเรียกกันแบบนี้
ตลอดเวลา สามปีที่ผ่านมา
ไม่เคยเอ่ยปากถาม ว่าพี่ชื่ออะไร
และ ไม่เคยถูกถามคำถามนั้นจากอีกฝ่ายเช่นกัน

น่าแปลกที่
เราไม่เคยเจอกันที่อื่น
สำหรับคนอื่นๆในคอนโด
ที่เคยเห็นหน้าค่าตา
ยังได้เจอเพิ่มเติมที่อื่นบ้าง
เช่น ลิฟท์ บันได ประชาสัมพันธ์ หรือสระน้ำ

แต่สำหรับพี่คนนี้
จะเจอกันที่นี่ ที่จอดรถเท่านั้น

สามปีที่ผ่านมา
เราพบ ทักทาย พูดคุย อำลากันตรงนี้

ในตอนแรก
เราต่างก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากกัน
มากไปกว่า มิตรภาพบางเบา
ยิ้มให้กันตามประสาเพื่อนร่วมคอนโด
หลังจากนั้นก็เริ่มทักทาย
ตามประสาคนเริ่มคุ้นเคยและคุ้นตา
เราทักกันบ่อยขึ้น
และในที่สุด ก็ทักและคุยทุกครั้งที่เจอกัน

เป็นเรื่องแปลกที่
เราทั้งคู่พอใจที่จะรักษา
ระดับความสัมพันธ์ไว้ตรงจุดนี้

ไม่เคยนึกสงสัยว่า
อีกฝ่ายชื่ออะไร ทำงานที่ไหน
พักอยู่ห้องอะไร หรือ
เวลาที่อีกฝ่ายบอกว่ากลับบ้าน
บ้านนั้นคือที่ใด

พรุ่งนี้ เราอาจจะเจอกันอีก
หรือ อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เพราะ
ใครคนใดคนหนึ่งอาจย้ายออก หรือ
ใครคนใดคนหนึ่งอาจเปลี่ยนชั้นที่จอดรถ

เชื่อเหลือเกินว่า
เราทั้งคู่ต่างไม่เคยกังวลในจุดนี้ จุดที่ว่า
หากไม่ได้เจอกันอีก
ทุกๆเช้า นับจากนั้น
เราอาจจะต้องใช้เสี้ยวหนึ่งของชีวิต
ที่ลานจอดรถเพียงลำพัง
โดยไม่เหลือใครให้หยุดทักทาย

บางครั้ง บางความสัมพันธ์
ก็ไม่ได้พาดอยู่บนขั้นบันได
เพื่อที่จะไต่บันไดนั้นขึ้นไปทีละขั้น
และค่อยๆนำพาความสัมพันธ์
สู่ขั้นที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

และบางครั้ง ก็ไม่มีเหตุผล
ที่เราไม่ดึงคนดีๆเข้าใกล้
ชีวิตของเราให้มากขึ้นกว่าเดิม

บางครั้งผลของการไม่ทำเช่นนั้น
ก็ไม่ได้เลวร้ายเสียทีเดียว
ทุกๆการกระทำที่เกิดหรือไม่เกิดขึ้น
ล้วนมีผลดีต่อความสัมพันธ์
เฉกเช่นครั้งนี้

ไม่มีบันไดให้ไต่
จึงไม่มีขั้นที่สูงกว่าให้คอยแหงนมอง
เพื่อที่จะได้สงสัยและเปรียบเทียบกับขั้น
ที่กำลังยืนอยู่

ไม่ดึงใครเข้าใกล้ชีวิตมากกว่าที่เป็นอยู่
จึงไม่ต้องคอยกังวลว่า
สักวันหนึ่ง เมื่อไม่มีเขา
ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร

นึกสงสัยอยู่เสมอว่า ทุกความสัมพันธ์ของเรา
กับผู้คนรอบข้าง
เกิดจากจากการเขียนบทของผู้กำกับ
ที่คอยกำกับจากท้องฟ้าเบื้องบนหรือไม่

การจะได้เจอกันมากกว่าตรงที่จอดรถ อาจมาจาก
เหตุบังเอิญที่เรากำหนดไม่ได้
กับ เหตุจูงใจที่ทำให้เราหาทางเจอกันมากขึ้น
แต่แล้ว ทั้งสองเหตุที่ไม่เกิดขึ้น
ก็เพราะ ผู้กำกับเขียนบท ให้ออกมาเช่นนั้น

ความพอใจของความสัมพันธ์ในครั้งนี้ของเราทั้งคู่ ก็มาจากความพอใจของผู้กำกับที่ต้องการให้บทละครออกมาเป็นเช่นนั้น

ถ้าใครถูกกำหนดให้มาพร้อมบันได
ถึงแม้ไม่เคยนึกอยากปีนบันไดของใคร
เมื่อถึงเวลานั้น เราจะปีนขึ้นไป
แบบไม่ทันคิดและตั้งตัว

และ ถ้าถูกกำหนดแล้ว
ไม่ว่าเขาจะดีหรือร้าย
จะมีแรงดึง แรงโน้มตัวบางอย่าง
ที่ทำให้เราและเขาเข้าหากัน

จากนั้น ต่างก็จะได้เรียนรู้
ได้ศึกษากันมากขึ้น
จากนี้ด้วยตัวเราเอง เราจะได้เรียนรู้ และค้นพบว่า
สิ่งที่รออยู่บนขั้นบันไดที่เราไต่ระดับขึ้นไปนั้น
เป็นประสบการณ์และบทเรียนที่ผู้กำกับ
ต้องการให้เราได้เติบโต และ
ระมัดระวังขึ้นในครั้งต่อไป

หรือ เป็นของขวัญอันล้ำค่า
ที่ผู้กำกับต้องการมอบให้เราและใครคนนั้น
คนที่ถูกแรงโน้มตัวดึงดูดเหมือนกับเรา

===============================

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s